กว่าจะมาเป็นวันนี้
 
  ทำนายดวง 7สี7อารมณ์ ประจำปี 2557
  ทำนายดวงชะตา 12ปีเกิดของคุณ ประจำปี 2557
  สั่งซื้อหนังสือ 7สี7อารมณ์ ทำนายดวงปี2557 ด่วน
  แก้อาถรรพ์คนเกิดปีชง พ.ศ.2557
  ประกาศรางวัลเทวาฤทธิ์ดีเด่นประจำปี 2556
  ระวังคนปีชง 2556
  @ทำนายดวงการงานและการเรียนของท่านตามวันเกิด พ.ศ.2556
  @ทำนายดวงชะตา 12 ปีเกิดของคุณประจำปี 2556
  @มาแล้วการแก้เึคล็ดทำบุญเสริมดวงตามวันเกิด พ.ศ.2556
  @ทำนายดวงความรักและครอบครัวตามวันเกิดประจำปี2556
  แต่งเติมสีสันบนใบหน้าสาวตามราศี ตำราหมอหยอง
   
หน้า :  l  1  l 2  l 3  l 4  l
 
 
 
 
   
 
   
 
   
 
   
 

 
 
วันที่โพส : 13-09-2551  II   อ่าน 4834  II   ความเห็น 0
 

๙๐ปีแห่งการรอคอย....ของดวงหทัยแม่แก้ว

 
 

        
ทุกอย่างเกิดขึ้น....โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ใช่ครับ...ผมกำลังพูดถึง การเกิดโครงการเฉลิมพระเกียรติ สร้างพระราชานุเสาวรีย์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชชนนี สมเด็จพระพันปีหลวง ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุนั้นเอง
               
ผมไปพบกับคณะของอาจารย์สุชาติ จริงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนวิเชียรมาตุท่านปัจจุบัน พร้อมกับรองผู้อำนวยการสองท่านและอาจารย์อารีย์ สินไชย อาจารย์ปราณี สุทธินนท์ ตามที่ได้รับการโทรนัดหมายจากอาจารย์ บอกว่าทางโรงเรียนมีเรื่องหารือเกี่ยวกับการจัดสร้างพระราชานุเสาวรีย์  ตอนเย็นวันหนึ่งที่ร้านอาหารน่ำมุ่ย การพูดคุยหารือ..ในครั้งนั้น ก็มีการแลกเปลี่ยนและเสนอความคิดเห็นกันมากพอสมควร
           
แต่ที่สำคัญ...ผมมั่นใจว่า ไม่ใช่เป็นผู้เสนอให้สร้างพระราชานุเสาวรีย์ขึ้นอย่างแน่นอน และยังสำทับกระชับทุกท่าน ที่ผมไปร่วมทานอาหารค่ำมื้อรับเชิญในคืนนั้นอีกว่า  มันเป็นเรื่องยากจะต้องมีบารมีมากพอ และที่สำคัญต้องอดทน อดกลั้น และมีความตั้งใจศรัทธาจริง จึงจะสำเร็จ ก่อนจะกราบลาเหล่าอาจารย์หลายท่าน..ที่ร่วมหารือในค่ำคืนนั้น ผมก็ยังคงย้ำอย่างชัดเจนอีกว่า งานนี้เป็นงานใหญ่ และต้องใช้ความอดทน พยายามมาก จึงสำเร็จได้
               
แน่นอนครับ..ถ้าหากว่าใครก็ทำสำเร็จได้โดยง่าย  แน่นอนโรงเรียนวิเชียรมาตุ โรงเรียนที่พระองค์ท่านพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้าง  และ พระราชทานนาม ของโรงเรียนกำเนิดตั้งมาเป็นโรงเรียนสร้างคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดินและประเทศชาติยาวนานมาถึง ๙๐ ปีแล้ว ย่อมจะต้องมี พระราชานุเสาวรีย์ของผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนซึ่งเป็นสายตรง  ของแม่แก้วพระองค์นี้แล้วอย่างแน่นอน
              
สำหรับผม...มีความผูกพันกับพระองค์ท่านเพียงบางเบา และมันเริ่มขึ้นในปีแรกที่ผมสอบเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งของโรงเรียนวิเชียรมาตุ  จำได้แม่นยำว่าเป็นปี พ.ศ.๒๕๑๙ ตอนนั้นการย้ายสถานที่เรียนได้เริ่มขึ้นแล้ว ผมเป็นรุ่นที่ ๔ ที่กำลังอยู่ในช่วงของการทยอยย้ายไปเรียนที่สถานที่ใหม่ ย้ายจากสถานที่สร้างโรงเรียนเดิม ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สถานที่ที่พระองค์ทรงเห็นชอบให้สร้างโรงเรียนเพื่อกุลบุตรกุลธิดาขึ้น
           
เมื่อ ๙๐ ปีที่ผ่านมา สถานที่ที่ทรงโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรส  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จแทนพระองค์เปิดโรงเรียนวิเชียรมาตุอย่างเป็นทางการ แต่ในช่วงรอยต่อของรุ่นผม เป็นการจัดงานครบ ๖๐ ปี ของโรงเรียนวิเชียรมาตุในสมัยผู้อำนวยการโรงเรียนนามว่าอาจารย์อมร สาครินทร์
         
ครับ..นักเรียนวัยเอาะรุ่นน้องสุด ก็ต้องได้รับการเกณท์ให้ไปร่วมในพิธีถวายบังคมวันกำเนิดโรงเรียน วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ในปีนั้น หนึ่งในนั้นก็ต้องมีผม ซึ่งเป็นน้องใหม่มัธยมศึกษาปีที่หนึ่งร่วมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน งานจัดขึ้นหลายวันพอสมควร มีการออกร้านของสีต่างๆในโรงเรียน มีนิทศรรการทางวิชาการ และอาจจะมีอะไรๆที่มีคุณค่าอีกมากมาย แต่ตอนนั้นผมเด็กเกินไปที่จะสนใจกับงานเหล่านี้ รู้อย่างเดียวว่า..จะต้องไปร่วมงานถวายบังคมในปีที่ครบ ๖๐ ปีของโรงเรียน เพราะทางโรงเรียนเกณท์เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งร่วมถวายบังคมทุกคน  นอกจากนั้นก็ช่วยรุ่นพี่สีเหลือง เสริฟอาหารตอนกลางคืน ซึ่งแม่นยำในความจำเหมือนกันว่าตอนนั้น อาจารย์ปราณี สุทธินนท์ ยังไม่แต่งงานและเข้ามาเป็นอาจารย์ในโรงเรียนใหม่ๆ ท่านอยู่สีเหลือง และคุมนักเรียนพวกผมให้ช่วยงานสีเหลือง จนดึกดื่นทุกคืน
              
จากนั้นผมก็ตัดขาด...โดยธรรมชาติกับสถานที่เดิมของโรงเรียนวิเชียรมาตุ เพราะเราทุกคนในรุ่นผม ต้องบุกเบิกเรียนที่โรงเรียนวิเชียรใหม่ หรือเรียกกันว่าวิเชียรสนามบินสมัยก่อน บรรยากาศไม่สดสวยร่มรื่นอย่างที่เห็นกันเหมือนทุกวันนี้  โรงเรียนตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่แดดร้อนและลมแรง กลางป่าของดงเสม็ด
             
สามปีหลังจากสำเร็จจากโรงเรียนวิเชียรมาตุ...ผมผูกพันกับอาจารย์หลายท่านที่เมตตาอุ้มชูช่วยเหลือผมในยามยาก และผูกพันกับเพลงประจำโรงเรียน เพราะต้องเป็นทั้งเชียร์ลีด และกองเชียร์ ไปช่วยเชียร์นักกีฬาของโรงเรียนแข่งกีฬาของจังหวัดที่สนามกีฬาจังหวัดตอนนั้น แทบทุกนัดที่มีการแข่งขันและผมก็ผูกพันกับ...ภาพเก่าๆภาพหนึ่งที่หากจะต้องเรียกให้ถูกต้อง ต้องเรียกว่า พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ผมได้มีโอกาสพบเห็นในห้องสมุด และนำไปถ่ายสำเนามาเก็บติดตัวเอาไว้ สัญลักษณ์รูปเพชรประกายส่องแสงจ้า ของโรงเรียน ทำให้ผมได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และต่อมาเนื่องจากต้องทำงานด้วยและเรียนด้วย ผมจึงเลือกเส้นทางที่จะเรียนในคณะนิเทศศาสตร์   ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่นี้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยก็คือ เพชรและช่อชัยพฤกษ์ เอาเป็นว่ามีสัญลักษณ์เป็น ”เพชร” อีกเช่นกัน
            
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวิเชียรมาตุ เพียงสามปีของมัธยมศึกษาตอนต้น ผมก็ไม่ได้มีโอกาสกลับไปจังหวัดตรังเลย เพราะครอบครัวของผมโยกย้ายไปอยู่ที่อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ และตัวผมเอง ก็ต้องเรียนหนัก และหางานทำด้วยเพื่อส่งเสียตัวเอง ช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๒ ผมก็เริ่มสู่เส้นทางที่พลิกดวงชะตา จากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อผมเป็นหมอดูหรือนักโหราศาสตร์ที่ไม่เคยเล่าเรียนมาก่อน แต่ถูกกำหนดให้เป็น...มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น
              
หลายสิบปีต่อมา...ผมก็ต้องทำงานและเรียนด้วยตัวเอง แม้กระทั่งไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเพื่อหวังว่าจะเอาความรู้มาเปลี่ยนอาชีพจากหมอดู    เป็นอาจารย์สอนหนังสือมหาวิทยาลัย ผมยิ่งห่างหายจากการไปเยือนเมืองตรังมากขึ้น และเมื่อประมาณไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมานี้เอง คุณพ่อคุณแม่ของผมท่านตัดสินใจ ย้ายกลับไปอยู่ที่เมืองตรังเหมือนเดิม ผมจึงมีโอกาสเดินทางไปเมืองตรังอีกครั้ง
         
จากนั้นราวประมาณห้าปีที่ผ่านมา....พวกเราในรุ่นหลายคน จำได้ว่ามี นายชนะ อินทรสังขนาวิน นายประพจน์ สถาพร   นายพงษ์ศักดิ์ มีศิลป์ นายทรงพล ชุณห์ราศี  และนายพิรุณ พึ่งพานิชฯลฯ ก็ขอนัดพบเพื่อหารือว่า  ในรุ่นของเราที่สำเร็จจากโรงเรียนวิเชียรมาตุมาตุมาหลายสิบปีแล้ว  ตอนนี้อายุก็เริ่มจะมากขึ้น หรือพูดกันแบบตรงไปตรงมา ว่าเริ่มแก่เข้าที่แล้ว  เห็นสมควรรวบรวมจัดตั้งชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนวิเชียรมาตุขึ้น      เอาเป็นว่า ผมถูกขอให้เป็นส่วนร่วมในการรวมพลังของเพื่อนๆ มาเป็นสมาชิกในชมรมของรุ่น ครั้งแรกการพบปะหารือผ่านไป ก็ได้รับการโหวตเสียงให้ชมรมของพวกเราชื่อว่า รุ่นลูกแม่แก้ว ๑๙ ถือเอาปีที่เข้าเป็นลูกแม่แก้ว เป็นปีสำคัญของชื่อที่มาของรุ่น
             
จัดงานรุ่นสองสามปีแรก ผมมีโอกาสได้ไปร่วม เพื่อหวังว่าจะเป็นสีสันของรุ่นเพื่อนในรุ่นบางคนก็เอาไปอ้างกับภรรยาและลูก ว่าจะมางานรุ่นเพื่อมาพบหมอหยอง เป็นเพื่อนพ่อเอง ก็มักจะได้รับการตอกวีซ่าผ่านตลอดให้มาร่วมงานจนดึกดื่น เวลากลับบ้าน  ก็ยังมีของฝากจากหมอหยองถึงศรีภรรยาให้สบายใจอีกด้วย ก็เลยทำให้งานรุ่นราบรื่นมาโดยตลอด
          
แต่สองปีหลังมานี้....ผมมีปัญหาเรื่องสุขภาพของคุณแม่ และหลายๆเรื่องที่จะต้องดำเนินการพอดีในช่วงที่เขากำหนดจะเลี้ยงรุ่นกัน ก็ไม่ได้ไปร่วมงานรุ่นมาแล้วสองสามครั้ง ป่านนี้ไม่ทราบ พรรคพวกคงจะจำหน่ายชื่อออกจากรุ่นเรียบร้อยแล้วแน่ๆ
         
เล่าไปเสียยืดยาว ทนอ่านเอาหน่อยนะครับ เอาเป็นว่าต้องให้อภัยคนกำลังจะชรา มักจะชอบขุดคุ้ยเรื่องความหลังในความทรงจำมาพูดคุย เพราะนี้เป็นอาการหนึ่งที่บ่งบอกว่า แก่แล้วจริงๆ
               
เรื่องการคิดสร้างพระราชานุเสาวรีย์...เกิดขึ้นจากใครก็ไม่ทราบ แต่ที่ทราบมาว่า มีรุ่นพี่ศิษย์เก่าของโรงเรียน รุ่นเก๋า รุ่นดึก   หรือรุ่นที่โรงเรียนตั้งอยู่ที่เดิมกลางใจเมืองตั้งแต่ยังไม่ย้ายมาที่สนามบิน  ก็ได้พยายามรวมใจกัน และใช้ความสามารถ ในตำแหน่งหน้าที่การงาน ประสานการจัดสร้างมาแล้ว หลายหน....  โครงการน่าจะไปได้ เพราะว่ารุ่นพี่หลายท่านรุ่นนั้น ก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตในบ้านเมืองในช่วงนั้น การเงินและการขอรับบริจาคตามศรัทธาก็คงจะไม่มีปัญหา แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ทราบเพราะเหตุใด ข่าวก็หายไปสลายไป
            
ต่อมาก็มีรุ่นที่มุ่งมั่นมาก....ถึงกับมีแบบแปลนที่ออกแบบไว้อย่างสวยงามเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด การจัดสร้างจึงต้องพับโครงการไป

               
เมื่อผมได้รับเชิญ...มาทานอาหารและหารือเรื่องนี้ ผมก็ถือว่าเป็นเกียรติ และที่สำคัญเป็นหน้าที่ของศิษย์เก่าที่ต้องแสดงความกตัญญูต่อสถาบันที่เล่าเรียน เมื่อมีโอกาส เพื่อความเป็นมงคลของชีวิต
                
แต่...ผมก็มีความสามารถแค่บางส่วน ผมอาจจะมีความสามารถในการประสานงานและเรื่องติดต่อขอนุญาติ และ การประสานงานเชิญผู้ใหญ่เป็นที่เคารพนับถือ ให้มาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ และการบริจาคเงินตามอัตภาพที่ผมสามารถทำได้ แต่ยังมีขั้นตอนอีกมากมาย  ซึ่งผมคงทำคนเดียวไม่ได้ เพราะไม่มีความสามารถ  เรื่องใหญ่ๆอย่างงี้ ทุกคนต้องร่วมใจ และที่สำคัญ ครูอาจารย์นักเรียนทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ต้องร่วมใจกัน จึงจะสำเร็จได้  เพราะถือเป็นเรื่องระดับชาติของแผ่นดินทีเดียว
                  
หลังจากอาหารมื้อค่ำที่น่ำมุ่ยในคืนนั้น วันต่อมาท่านผู้อำนวยการก็ขอนัดผม เพื่อเข้าไปดูสถานที่ที่โรงเรียนวิเชียรใหม่ ผมก็มีโอกาสได้เข้าไปประชุม หารืออีกครั้ง และในที่สุดเราก็วางไว้คร่าวๆว่า สมควรจะกำหนดให้การตั้งพระราชานุเสาวรีย์ขึ้นตรงที่ใด ที่เหมาะสมที่สุด เหมาะสมในการประกอบพิธีสำคัญในวันข้างหน้าอีกด้วย
            
หลังจากนั้น...ผมก็ไม่ทราบว่าโรงเรียนเตรียมการอย่างไรบ้าง  ทราบเพียงแต่ว่า  ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนขึ้นมาประชุมที่กรุงเทพฯ    และเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี ด้วยเรื่องเกี่ยวกับงานการนำเสนอการปลูกพืชสวนของโรงเรียน ท่านก็เลยถือโอกาส นัดหมายให้ผมช่วยประสานเข้าพบ ฯพณฯพลอากาศตรีกำธน สินธวานนท์ องค์มนตรี ที่ห้องประชุมการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เพื่อขอเข้าพบเรียนเชิญท่านไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงดวงทิพย์พระวิญญาณของสมเด็จพระพันปีหลวง และล้นเกล้ารัชกาลที่หก และพิธีต่อมาก็คือเชิญเสด็จเยือนราษฎร์รอบเมือง และเสด็จไปประทับที่โรงเรียนวิเชียรมาตุใหม่  เพื่อรอวางศิลาฤกษ์สร้างพระราชานุเสาวรีย์ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งตรงกับวันที่ ๑ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๙ และครบ๙๐ปีแห่งการพระราชทานกำเนิดโรงเรียนด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
                
หลวงบริหารสิกขกิจ คุณพ่อของท่านองคมนตรี ท่านเป็นครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนวิเชียรมาตุแห่งนี้ ในสมัยต้นรัชกาลที่หก  และต่อมาก็มีผู้อำนวยการโรงเรียนท่านหนึ่งทราบประวัตินี้  ก็เลยติดต่อขอจัดตั้งมูลนิธิหลวงบริหารสิกขกิจขึ้น โดยได้รับการบริจาคเงินในการจัดตั้งก้อนแรก จากบรรดาลูกๆของหลวงบริหารสิกขกิจนั้นเอง มูลนิธินั้นก็นำดอกผลมาจัดกิจกรรมส่งเสริมธรรมะให้กับสังคมและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนต่อไป
            
สำหรับ ฯพณฯ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ ท่านเป็นบุตรชายของหลวงบริหารสิกขกิจ ทางโรงเรียนจึงเห็นความเหมาะสม   และเป็นเกียรติยิ่งที่จะขอเรียนเชิญ ท่านเป็นประธานในพิธีสำคัญ คือการบวงสรวงทิพย์พระวิญญาณของล้นเกล้าฯ และทำบุญเลี้ยงพระถวายพระราชกุศล และกุศลให้แก่ผู้ทรงมีพระคุณต่อโรงเรียนทุกท่าน และพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างพระราชานุเสาวรีย์
         
เหมือนปาฏิหาริย์...เพียงไม่เกินยี่สิบนาทีที่ได้เข้าพบท่าน ท่านองคมนตรีก็ยินดีและเต็มใจอย่างมาก ที่จะรับเชิญไปเป็นประธานในพิธีสำคัญวันดังกล่าว กำหนดการของการจัดงานมหามงคลนี้ เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในปีเฉลิมพระเกียรติปีนี้    เริ่มด้วยการทำพิธีตามโบราณราชประเพณี คือการบวงสรวงดวงพระวิญญาณของบูรพกษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ และการบวงสรวงเชิญดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระพันปีหลวงเพื่อทรงรับทราบ ถึงการรวมใจของลูกแม่แก้วทุกคน จะร่วมใจกันสร้างพระราชานุเสาวรีย์น้อมถวายแทบพระยุคลบาทของพระองค์  เพื่อทดแทนพระคุณพระมิ่งแม่ของแผ่นดินสยาม
                  
ตามฤกษ์มงคลกำหนดไว้ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙ ประกอบพิธีบวงสรวง  และเชิญเครื่องสูงถวายพระเกียรติ แห่เดินเฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชสดุดีรอบเมืองตรัง และในวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เวลา ๑๑.๕๙ น. ก็จะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์จัดสร้างพระราชานุเสาวรีย์  นอกจากนั้นมีการจัดนิทศรรการทางวิชาการ และพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าดีเด่น ๕๑ ท่าน  การมอบโล่แก่ผู้สนับสนุนในการจัดงานครั้งนี้ โดยขอความอนุเคราะห์จากทำเนียบองคมนตรี
                
“หยอง...ไม่รู้งานจะมีอุปสรรคหรือเปล่า..เพราะสองอาทิตย์มาแล้ว ฝนตกทุกวันเลย  ตอนนี้ไม่สามารถจัดทำเวทีและการเต็นท์ได้เลย....” เสียงคุณชนะ อินทรสังขนาวิน หัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียนแทบทุกเรื่อง เพราะปฏิเสธใครไม่เป็น ระบายความรู้สึกมาถึงผมด้วยการโทรศัพท์มาปรึกษาหารือ
       
“มั่นใจนะ.....เราทุกคนใจบริสุทธิ์ และจริงใจ จงรักภักดี ตั้งใจทุ่มเททำงานถวายท่าน ท่านต้องทราบด้วยทิพย์ญาณแน่นอน เดี๋ยวก่อนถึงวันงานสองวันฝนก็หยุดตกให้เตรียมการเองนั้นแหละ..”  ผมตอบคุณชนะ อินทรสังขนาวินไป ตอนนั้น เพียงแค่มีลางสังหรณ์ว่า แน่นอนทุกอย่างต้องราบรื่น เพราะเราต่างตั้งใจทำความดี โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนสิ่งใด
            
ผมเดินทางลงไปเตรียมงานก่อนล่วงหน้าสามวัน..วันแรกที่ไปถึง คุณชนะ อินทรสังขนาวินมารับที่สนามบิน แล้วบอกว่าเมื่อวานฝนตกมาก วันนี้แปลกฟ้าแจ้งสว่าง หากฝนไม่ตก วันนี้คงจะได้ลุยสร้าง และจัดสถานที่ประกอบพิธีเสียที เพราะกลัวไม่ทัน แล้วก็เป็นจริง....มหัศจรรย์และปาฏิหาริย์ สำหรับผม ผมเชื่อเสมอ ใครจะคิดต่างกัน ก็ไม่ว่ากันนะครับ เพราะต่างคนต่างประสบการณ์ ต่างคนก็ต่างเหล่าของบัว ใครจะอยู่เหล่าไหนไม่มีใครบอกได้ นอกจากตัวเองเพียงเท่านั้น


ในวันพิธีสำคัญบวงสรวงบูรพากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์และบวงสรวงขอขมาจากทิพย์พระวิญญาณสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระพันปีหลวง และถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เป็นบรรยากาศที่ยากต่อการบรรยาย เชื่อกันว่าท่านที่ไปร่วมพิธีในวันดังกล่าวเท่านั้นที่จะสามารถบอกเล่าและบรรยายความรู้สึกด้วยตัวท่านเอง   เพราะมีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ  และเหนือการพิสูจน์ของมนุษย์เดินดินธรรมดาได้  แต่เชื่อกันว่า หากท่านรู้จักมักคุ้นกับใครก็ตาม ที่ได้เข้าร่วมพิธีสำคัญในวันดังกล่าว ลองถามถึงความรู้สึก  ท่านอาจจะได้รับทราบถึงบรรยาย ที่เหนือคำบรรยาย  สำหรับผมเชื่อและแน่วแน่มั่นคง ว่าดวงพระวิญญาณของแม่แก้วและล้นเกล้ารัชกาลที่หกเสด็จมา และทรงรับรู้ถึงความตั้งใจแห่งความกตัญญูอย่างบริสุทธิ์ใจของเราทุกคน อย่างแน่นอน

แสงสวรรค์พร่าวพราวเต็มเจิดจรัส...ในบริเวณพิธีบวงสรวง ผมสวมบทของมหาพรามณ์ร่ายคำอ่านโองการและสาธยายน้อมถวายอย่างสุดชีวิต  พลันเมื่อนางอัปสรเก้าคนร่ายรำถวายในเพลงนพรัตน์รัตนโกสินทร์  ภาพถ่ายจากกล้องของคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง ก็บังเกิดแสงสีเหลืองเป็นรูปเพชรลอยทาทาบ..และวนเวียนตามพระบรมฉายาลักษณ์ของแม่แก้ว หน้าพระแท่นบวงสรวง  บางภาพแสงเป็นวงกลมเห็นเด่นชัด ประทับตามบริเวณศีรษะบ้าง บริเวณอกบ้าง หรือบริเวณเหนือพระแท่นบวงสรวง

ยิ่งไปกว่านั้น...ก่อนจะประกอบพิธี อากาศเริ่มอบอาวอย่างมาก ดูเหมือนจะร้อนขึ้น แต่พลันเมื่อประกอบพิธี เมฆเริ่มครึ้มขึ้นอย่างไม่คาดคิดมาก่อน และสายลมพัดโบกโบย ผ่านไปมาบริเวณที่ทุกคนตั้งใจทำพิธี บังเกิดความร่มเย็นแก่ทุกคนในบริเวณพิธี ยิ่งมหัศจรรย์ไปกว่านั้น เพราะผมได้รับเสียงกระซิบจากทิพย์มหาเทพว่า พิธีนี้ทรงพอพระทัยยิ่ง และจะติดตามพระราชทานพรให้แก่ชาวเมืองตรังทุกคน ด้วยการปรากฏแสงแห่งพระอาทิตย์ทรงกลดสองวงซ้อนกัน ก่อนพระอาทิตย์อัสดง จะเห็นได้ชัดเจนกลางหัวใจของเมืองตรัง ก็คือบริเวณหน้าเทศบาลนครตรัง  ตรงหอนาฬิกาสัญลักษณ์คู่เมืองตรัง แล้วทุกอย่างก็เป็นจริง เป็นจริงตามเสียงกระซิบ และเป็นจริงด้วยพระหทัยเปี่ยมด้วยความสุขของแม่แก้ว ที่ทรงภาคภูมิใจที่ลูกแม่แก้วทุกคน ไม่เคยลืมพระองค์ไปจากหัวใจ

สิ่งที่บังเกิดขึ้นนี้...ภาพที่ถูกบันทึกให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์  ถือว่าเป็นสิริมงคลยิ่ง ต้องขอขอบคุณและชื่นชมมายังน้องๆชาวตรัง ที่มีใจเสียสละอย่างมาก ทุ่มเทกันทำเวปไซด์ตรังโซนขึ้น และหนึ่งในทีมที่จัดทำเวปไซด์ตรังโซนนี้  ทราบว่าชื่อน้องตั๊ก  เป็นผู้ที่บันทึกภาพพระอาทิตย์ทรงกลดสองวงชัดเจน บันทึกภาพเหตุการณ์ทุกวินาที และลงเผยแพร่ในเวปไซด์ ให้บรรดาศิษย์เก่าลูกแม่แก้วที่ไม่ได้ไปร่วมงาน หรือที่อยู่ต่างจังหวัดแดนไกล  ได้ทราบข่าวพากันมาเปิดชมเวปไซด์ตรังโซนกันทั่วถ้วนอย่างมากมาย ที่สำคัญขอแจ้งให้ทราบว่า เมื่อผมเดินทางไปออกรายการที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนถัดมา ก็ได้เปิดให้ทีมงานหมอหยองซังของสถานีนิปปอนทีวีได้ชมกันด้วย จากเวปไซด์ของตรังโซนนั้นเอง อันนี้ขอชื่นชมในความตั้งใจ เสียสละ เพื่อต้องการส่งเสริมและสานสัมพันธ์ให้คนเมืองตรังได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ กิจกรรมหลากกิจกรรม และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้บ้านเกิดเมืองนอนเมืองตรังของเราด้วยครับ...ขอชื่นชมมากๆ

สำหรับผม....ผมรับรู้และปิติใจมาก น้ำตาคลอเบ้า เพราะปลาบปลื้มว่า ผมได้ตอบแทนพระคุณสถาบันการศึกษาของตัวเอง ที่ทำให้ตัวเองได้ดีมีความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้  สำเร็จไปแล้วครึ่งทาง  และเชื่อว่าดวงพระวิญญาณของแม่แก้ว ทรงรับรู้และรับทราบทุกประการด้วยพระองค์เองอย่างชัดเจนแล้ว ในสิ่งที่ผมอดทนและพยายามดำเนินการงานที่ต้องรับผิดชอบให้ผ่านไปได้อย่างสำเร็จเรียบร้อย

สำหรับการถวายพระเกียรติด้วยการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ขึ้นบนเสลี่ยงและเครื่องสูง ตามด้วยขบวนเดินถวายพระราชสดุดี หน้าขบวนมีแผ่นผ้าผืนใหญ่ เดินนำหลังกองดุริยางค์ของโรงเรียน เขียนชัดเจนเห็นกันทั่วทุกคนในตลาดของเมืองตรังข้อความว่า

“๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙  ๙๐ ปีครบพระราชทานกำเนิดโรงเรียนวิเชียรมาตุ”
                     
ทราบมาว่าหลังพิธีวางศิลาฤกษ์ผ่านพ้นไป.หมายเลข ๙๐ ก็ทำให้คนเมืองตรังและคนที่ไปร่วมงานแทบทุกคน ถูกล็อตตารี่กันทั่วเมือง  อันนี้ก็ถือเป็นมหาโชคจากพระบารมีของแม่แก้วทรงพระราชทานโดยแท้

              
นอกจากทางโรงเรียนและนักเรียน คณาจารย์ทุกท่านแล้ว  ที่ทำให้การจัดเดินเฉลิมพระเกียรติ น้อมถวายเป็นพระราชสดุดี ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ตามกำหนดการ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเหน็ดเหนื่อยทุ่มเทอย่างมาก  ทั้งจิตวิญญาณและความภักดีต่อสถาบัน และสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ผมต้องขอยกย่องและขอให้ทุกท่านที่ศรัทธาและเชื่อมันในตัวผม ร่วมกันยกย่องด้วยอย่างทั่วถ้วนกันนะครับ นั้นก็คือ อาจารย์ธวัชชัย  ภู่วิวัฒนา” ซึ่งท่านเป็นทั้งศิษย์เก่ารุ่นพี่ของผมสามปี รุ่น ๑ โรงเรียนวิเชียรใหม่นั้นเอง  และเป็นอาจารย์ที่สอนหนังสือในโรงเรียนทุกวันนี้โดยทุ่มเทเพื่อต้องการเชิดชูเกียรติสถาบันแห่งแม่แก้วให้สง่างาม และเด่นตระหง่านต่อไป ต้องยอมรับว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ผมเห็นได้อย่างประจักษ์  ชัดเจนในการอุทิศ ทำงานนี้ โดยไมได้มุ่งหวังสิ่งใดใดเลย เพียงแค่ขอตอบแทนพระคุณแผ่นดินและสถาบันเท่านั้นเอง ชื่นชมมากจริงๆครับ

ผมเองทุ่มเท ทั้งกำลังความคิด สติปัญญา และได้ร่วมบริจาคเงินสมทบในการสร้างพระราชานุเสาวรีย์อีกหนึ่งแสนบาทจากเงินที่ผมได้รับในการทำงานให้สถานีโทรทัศน์นิปปอนทีวี ประเทศญี่ปุ่น และออกค่าใช้จ่ายในการจัดประกวดพานพุ่ม และการประสานงานจิปาถะ โดยไม่ได้ขอเบิกค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ผมก็ทำอย่างเต็มที่และสุดกำลังเท่าที่ผมจะทำได้แล้วครับ

นอกจากนั้นก็เชิญชวนให้พี่สาวที่รักเคารพกันมาก คือ  คุณวิชชุดา ไตรธรรม ทิพยประกันภัยจำกัด(มหาชน) ร่วมบริจาคสมทบอีก สามแสนบาทในวันพิธีวางศิลาฤกษ์

ความสำเร็จครึ่งทางของโครงการเฉลิมพระเกียรติ สร้างพระราชานุเสาวรีย์นี้ จะสำเร็จไปไมได้เด็ดขาด หากขาดน้องนักเรียนศิษย์รุ่นปัจจุบันตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งถึงปีที่หกทุกคน และครอบครัวที่ช่วยกันทำงานและร่วมแรงเพื่อถวายแผ่นดินและเทิดทูนสถาบันการศึกษาของเรา สมกับการรอคอยอันยาวนานถึง ๙๐ ปีเต็มของแม่แก้วมิ่งขวัญชาววิเชียรมาตุทุกคน
              
ส่วนอีกครึ่งทาง
ไม่ว่าการดำเนินการสร้างฐานและการสร้างพระบรมรูป การเตรียมการเพื่อจะเชิญประทับบนพระแท่นในพระราชานุเสาวรีย์นั้น  ก็ต้องยกภารกิจนี้ ให้ผู้อำนวยการโรงเรียน อาจารย์สุชาติ จริงจิตร ซึ่งเป็นหลานของครูจัง จริงจิตร อดีตครูใหญ่ของโรงเรียนวิเชียรมาตุในอดีตอันดับที่ ๕ และอดีตผู้แทนราษฏรคนแรกของจังหวัดตรัง เป็นผู้นำที่จะสานดำเนินงานต่อไปให้สำเร็จสมพระเกียรติตามที่ตั้งเจตนาไว้  เพราะเชื่อมั่นว่าทิพย์พระวิญญาณของพระแม่แก้ว ก็ทรงรอคอยและติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการนี้ อย่างใกล้ชิดเช่นกัน....
     
รอวันที่ฟ้าสางและความโชคดีจะบังเกิดขึ้นกับคนเมืองตรัง และคณาจารย์นักเรียนศิษย์ทุกคนของโรงเรียนวิเชียรมาตุสถาบันอันทรงเกียรติ และได้รับพระราชทานจากพระบรมราชวงศ์จักรีสายตรงแห่งนี้ จะได้มีพระราชานุเสาวรีย์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่า และตระหง่านสมศักดิ์ศรีของเมืองตรัง



 
 
 
เพื่อน ๆ ที่ต้องการเข้าใช้งานเว็บนี้ ต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับ
ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิก ก็ สมัครสมาชิกที่นี่ ได้เลย
ช่วยกับโพสข้อความที่สุภาพด้วยนะครับ