กว่าจะมาเป็นวันนี้
 
  ทำนายดวง 7สี7อารมณ์ ประจำปี 2557
  ทำนายดวงชะตา 12ปีเกิดของคุณ ประจำปี 2557
  สั่งซื้อหนังสือ 7สี7อารมณ์ ทำนายดวงปี2557 ด่วน
  แก้อาถรรพ์คนเกิดปีชง พ.ศ.2557
  ประกาศรางวัลเทวาฤทธิ์ดีเด่นประจำปี 2556
  ระวังคนปีชง 2556
  @ทำนายดวงการงานและการเรียนของท่านตามวันเกิด พ.ศ.2556
  @ทำนายดวงชะตา 12 ปีเกิดของคุณประจำปี 2556
  @มาแล้วการแก้เึคล็ดทำบุญเสริมดวงตามวันเกิด พ.ศ.2556
  @ทำนายดวงความรักและครอบครัวตามวันเกิดประจำปี2556
  แต่งเติมสีสันบนใบหน้าสาวตามราศี ตำราหมอหยอง
   
หน้า :  l  1  l 2  l 3  l 4  l
 
 
 
 
   
 
   
 
   
 
   
 

 
 
วันที่โพส : 13-09-2551  II   อ่าน 18862  II   ความเห็น 4
 

เมื่อหมอหยองเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดีย พบปาฏิหารย์มีปรากฏขึ้นจริง.....ณ พุทธคยาเจดีย์

 
 

        
ผมตั้งใจจะเดินทางไปกราบพระพุทธเจ้า และสวดมนต์ นั่งสมาธิ เสริมพลังให้กับชีวิตที่ดินแดนแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ณ.ตำบลพุทธคยา  อำเภอคยา รัฐพิหาร  ประเทศอินเดียตั้งแต่เดือนกันยายนของปีกลายที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นการเดินทางครั้งที่สี่ ในชีวิตของผม ที่จะได้ไปดินแดนสังเวชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
            
แต่ด้วยเหตุการณ์ นานาประการที่เกิดขึ้นกับผม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวเพื่อไปสร้างบ้านแสงตะวันที่เมืองตรัง และการที่คุณแม่ปราณี ของกระผมเกิดอาการป่วยทรุดลงมากขึ้นในช่วงนั้น และต้องการความดูแลอย่างใกล้ชิด กำหนดการเดินทางไปอินเดียของผมครั้งนี้ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า
            
จนมาถึงเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ของปีนี้ ผมได้บอกกับลูกศิษย์ที่สนใจจะไปแสวงบุญกับผม ว่าผมจะต้องเดินทางไปอินเดีย โดยเฉพาะในครั้งนี้ ผมต้องการที่จะไปนมัสการเพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผมสัมผัสพลังวิเศษได้เท่านั้น  นั้นก็คือ ณ มหาเจดีย์พุทธคยา ดินแดนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และพระมหาเทวีพระแม่ธรณี ทรงเสด็จขึ้นมาเพื่อช่วยปกป้องพระพุทธองค์จากเหล่าพญามารทั้งปวง
           
อีกสถานที่หนึ่งก็คือ  ดินแดนแห่งเขาคิชกูฏ เมืองราชคฤห์ ซึ่งในดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรภาวนาจนพระเจ้าพิมพิสารเกิดความศรัทธาปสัทธะ ถวายตัวเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า และณ ดินแดนเดียวกันนี้ พระเทวฑัตได้ผลักหินให้กลิ้งลงมาทับข้อพระบาทของพระพุทธเจ้า จนข้อพระบาทของพระองค์ห้อเลือด และนั้นเป็นที่มาของประวัติของแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธองค์ในสมัยนั้นก็คือ  พระอรหันต์ชีวกะ นั้นเอง
                
การเดินทางในครั้งนี้ มีสิ่งที่ไม่คาดคิด เกิดขึ้นเป็นบุญบารมี และปาฏิหาริย์หลายครั้ง ตั้งแต่วันแรกของการเดินทางจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่เราได้กราบลาพระพุทธองค์ เริ่มตั้งแต่กำหนดการเดินทาง ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินทางไปในช่วงวันมาฆบูชา วันเพ็ญ เดือนสาม เพราะรู้ว่าเป็นวันมหามงคลของศาสนาพุทธ แต่เมื่อผมนั่งสมาธิ ได้ขออนุญาตพ่อปู่พระพิฆเนศวร เพื่อจะเดินทางไปธรรมจาริกแสวงบุญในครั้งนี้ พ่อปู่พระพิฆเนศวร มีบัญชาว่า “ให้เจ้าเดินทางไป วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ และเดินทางกลับในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2549 จะประสบแต่สิ่งที่เป็นมงคล และมหาเทพจะคอยคุ้มครอง ให้การเดินทางครั้งนี้ได้พบในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย”
                   
ตลอดชีวิตของผม มาไกลเดินกว่าฝัน ได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้คนที่เป็นทุกข์ หรือผ่านการเผชิญหน้ากับวิบากกรรมที่แสนสาหัสมามากมาย  บางครั้งผ่านไปได้อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ก็เพราะผมศรัทธาและเชื่อมั่น มอบชีวิตถวายให้องค์มหาเทพพ่อปู่พระพิฆเนศวรนั้นเอง   เมื่อท่านมีพระบัญชาเช่นนั้น แม้วันนี้ผมยังไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมต้องเดินทางในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ก็ตามแต่สำหรับผม ไม่เคยสงสัย ในทุกสิ่งที่ท่านโปรดเมตตาแนะนำ เพราะชีวิตของผมและแม่ของผม ผ่านเรื่องทุกข์ยาก ความเลวร้ายมามากมายได้ ด้วยพระบารมีของพ่อปู่พระพิฆเนศวรอย่างแท้จริง
          
ผมโทรศัพท์ด่วนไปหาคุณพิมลพรรณ อินทรักษ์ ลูกศิษย์ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานเรื่องการเดินทางไปแสวงบุญของผมในครั้งนี้ ให้รีบติดต่อคุณแจ๋ว ซึ่งเป็นไกด์ที่น่ารักและทุกครั้งที่ผมเดินทางไปอินเดีย ผมก็จะได้เธอนี้แหละครับ ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวก และประสานงานในการประกอบพิธีพิเศษหลายต่อหลายครั้งจนประสบความสำเร็จที่ผ่านมา ผมให้สมญานามเธอว่า แม่แจ๋วไกด์วิเศษครับ เพื่อให้คุณแจ๋วได้รีบเตรียมจองตั๋วเครื่องิบน สถานที่พัก และการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆที่ผมได้รับบัญชาจากพ่อปู่พระพิฆเนศวร
                  
ไม่น่าเชื่อ ด้วยเวลาอันสั้นมาก แต่ทุกอย่างผ่านพ้นอุปสรรค อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  หลังการเมืองร้อนรุ่ม และนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาได้เพียงวันเดียว ผมและคณะรวมทั้งหมด 8 ชีวิตซึ่งในจำนวนนี้ รวมคุณแจ๋วไกด์พิเศษเข้าไปด้วย เราออกเดินทาง ไปสนามบินดอนเมืองตามที่นัดหมายกันไว้ ว่าให้มาพบกันที่สนามบินเวลาตีห้าครึ่งของเช้าตรู่ก่อนตะวันสางของวันเสาร์นั้นเอง 
                   
เรารวมตัวกันครบทุกคน โชคดีเพราะเป็นคณะเล็กๆ เพียง 8 ชีวิตเท่านั้นการรวมตัวทุกอย่างจึงรวดเร็ว และสะดวกสบายมาก ทำให้จุดประสงค์ของการเดินทางเพื่อไปสวดมนต์ ภาวนาและนั่งสมาธิ แสวงบุญครั้งนี้สำหรับผม คาดหวังว่าจะมีพลังอย่างเต็มที่กลับมาช่วยเหลือผู้คนที่เป็นทุกข์ และต้องการพลังได้อย่างเต็มที่แน่นอน
                  
หลังจากที่เราเช็คกระเป๋าเรียบร้อย  และพร้อมกัน เดินเข้าไปยังด่านตรวจหนังสือเดินทางเพื่อออกไปนอกประเทศ น่าแปลกมากในเช้าวันนั้นไม่ทราบเกิดอะไรขึ้น  ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปต่างประเทศ แน่นขนัดเต็มสนามบินไปหมด แต่ด้วยการสวดมนต์ตั้งจิตของผม เพื่อขอให้ทุกอย่างในการเดินทาง จงไร้ซึ่งอุปสรรค  ผมและคณะก็สามารถจะได้รับความช่วยเหลือจากสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองท่านหนึ่ง ท่านมีอุปนิสัยนอบน้อมน่ารักน่านับถือมาก ช่วยเป็นธุระจัดการอำนวยความสะดวกให้สามารถประทับตราหนังสือเดินทาง เพื่อจะเดินไปยังประตูสำหรับการขึ้นเครื่องบินสายการบินอินเดียแอร์ไลน์ตามกำหนดการได้ทันเวลา
                 
ประตูที่ 31 เป็นประตูที่จะเดินเข้าสู่เครื่องบิน เพื่อจะออกเดินทางตรงไปยังเมืองคยา  ตำบลพุทธคยา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พุทธคยาเจดีย์นั้นเอง ตอนนั้นเกือบทุกคนในคณะของผม เดินเข้าสู่ประตูและเข้าไปนั่งในเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นผมกับคุณลาวัลย์ เวชพลรักธรรม เราสองคนเดินรั้งท้ายแถวของคณะ และเมื่อมาถึงหน้าประตูทางเข้าเครื่องบิน ผมบอกคุณลาวัลย์ว่าผมขอเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวซักหน่อย
                       
ครู่เดียวหลังจากผมเดินออกมาจากห้องน้ำ ผมเหลือบมองเห็นครูบาบุญชุ่ม พระเถระอาจารย์ที่มีผู้นับถืออย่างมากทั่วประเทศจากวัดดอยดาวเรือง เขตรอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงรายกับอาณาจักรพม่า กับลูกศิษย์สามคนของท่าน ก็กำลังเดินมายังหน้าประตูหมายเลข 31 เหมือนกัน ผมเดินเข้าไปกราบท่านครูบาบุญชุ่ม ท่านยิ้มและแสดงความรู้สึกดีใจ ที่พบผม และนอกจากนั้นเมื่อทราบว่าผมจะเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่พุทธคยา พร้อมกับการเดินทางของคณะของท่านด้วยโดยบังเอิญ ท่านมองอย่างปิติ
          
สายตาของท่านทำให้ผมระลึกนึกถึงอะไรบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ระหว่างผมกับหลวงปู่โง่น โสรโย และครูบาบุญชุ่ม หากใครที่เคยติดตามอ่านเรื่องราวของหลวงปู่โง่น โสรโย จะทราบว่า หลวงปู่โง่น โสรโยได้นำเอาความลับในอดีตชาติของผม และครูบาบุญชุ่มมาเขียนเปิดเผยในบันทึกฉบับสุดท้ายของท่านว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยารัชสมัยของสมเด็จพระธรรมราชา ผมและครูบาบุญชุ่มและหลวงปู่โง่น โสรโย  เคยเกิดมาผูกพันข้องเกี่ยวกันกับ สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา พระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเอง ข้อความที่ท่านบันทึกระบุชัดเจน และถูกเปิดเผยอย่างหมดสิ้น ก่อนที่หลวงปู่โง่น โสรโยจะหมดสิ้นภาระกิจของท่าน และมรณภาพเพื่อเดินทางไปสู่ปรโลก
             
“หมอหยอง...เอามารดน้ำมนต์จากฉันหน่อย” ครูบาบุญชุ่มรดน้ำมนต์ด้วยกาน้ำมนต์ของท่านที่ถือมา ผมก้มกราบลงบนพื้น  รู้สึกปิติมากในหัวใจ ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เพราะผมเชื่อการกำหนดเดินทางของพ่อปู่พระพิฆเนศวร ที่ให้ย้ายการเดินทางมาในวันนี้ ดลบันดาลจัดสรรให้ผมกับท่านครูบาบุญชุ่ม ซึ่งในความเป็นจริง ต่างคนต่างมีภาระมากมาย ยากที่จะโคจรมาพบกันได้ง่ายอย่างเช่นนี้ ยิ่งเป็นการโคจรมาพบกันโดยไม่ได้นัดหมาย เสมือนมีพลังอำนาจอันวิเศษที่มีบุญต่อกัน สื่อถึงกัน ทำให้ผมและท่านครูบาบุญชุ่ม จึงได้มีโอกาสเดินทางไปอินเดียในวันเดียวกัน และไปแสวงบุญที่เดียวกันด้วย มีเสียงประกาศเรียกผู้โดยสารที่เหลือให้ขึ้นเครื่องบินได้แล้ว  ผมกับคุณลาวัลย์ เวชพลรักธรรมจึงก้มลงกราบเพื่อลาท่านครูบาบุญชุ่ม                   
                 
จากกรุงเทพมหานคร สายการบินอินเดียแอร์ไลน์ ใช้เวลาร่วมสามชั่วโมงกว่า  ทุกคนก็เดินทางถึงสนามบินเมืองคยา
เกือบลืมเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟัง เหตุการณ์สำคัญมากตอนหนึ่งก็คือ ตอนที่ทุกคนเดินทางลงจากเครื่องบิน เพื่อจะไปยัง
สถานที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศอินเดียตอนนั้นผมและคณะของเรา ก็ยืนต่อแถวกันเพื่อจะเดินเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ระยะห่างจากผมไม่เกินสามวา ครูบาบุญชุ่มก็กำลังยืนเพื่อเข้าแถวตรวจเข้าเมืองเช่นกัน ใจจริงสำหรับ ผมไม่อยากรบกวนท่าน เพราะว่าท่านมากับลูกศิษย์ที่รักและศรัทธาท่านคณะใหม่พอสมควร ผมกลัวจะเป็นการรบกวนท่านมากเกินไป เพราะพวกเขาทุกคนร่วมเดินทางมากับครูบาบุญชุ่มเพื่อมาแสวงบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของทุกคน เราเข้าไปจุ้นจ้านมากนัก ดูจะไม่ดี และไม่เหมาะสมนัก  ผมก็ยืนเฉยๆ และมองไปที่หลังของคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าแถวของผม ครู่หนึ่ง...ผมได้ยินเสียงของครูบาบุญชุ่ม  “หมอหยอง หมอหยอง เธอมาหาฉันหน่อยซิ”
                    
ผมหันไปมอง ยกมือขึ้นพนมไหว้ท่าน และด้วยเกรงว่าจะเสียมารยาท และไม่เหมาะสมที่ท่านอุตส่าห์เมตตาเรียกผมแล้ว หากผมไม่เข้าไปหาท่าน ก็คงจะดูไม่งามนัก  ผมจึงเดินเข้าไปหาท่าน กะระยะห่างพอสมควร ผมก็คลุกเข่าลง และคลานเข่าเข้าไปกราบท่าน พระครูบาบุญชุ่มหันไปบอกให้ลูกศิษย์ของท่านหยิบด้ายแดงสายสิญจ์ศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ส่งให้ผมและให้ผมผูกข้อมือข้างขวา ตอนแรกท่านยื่นให้ผมสามเส้น ผมก็ผูกทั้งหมดสามเส้น  หลังจากนั้นผมก้มกราบลงที่พื้น ท่านครูบาบุญชุ่ม ก็เอาไม้เท้าที่มีหัวเป็นพญานาค มาเคาะที่ศีรษะของผม ท่านพูดขึ้นมาว่า “ขอให้หมอหยอง  นั่งสมาธิ และสวดมนต์ให้เต็มที่ เพื่อเสริมบารมีให้แก่กล้ามากขึ้นไปอีก จะได้ช่วยเหลือผู้คนที่เป็นทุกข์ และกลับไปจะยิ่งดูหมอได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น”  ตอนนั้นผมไม่ตอบอะไร เพียงแต่ภาวนาและพูดว่า สาธุเท่านั้น แล้วผมก็ลุกขึ้น ค่อยๆ คลานถอยตัวออกมาเพื่อกลับไปยืนเข้าแถวที่เดิม
                   
แต่ด้วยความเมตตาจากท่านครูบาบุญชุ่มอันมากเหลือจะพรรณาได้ ท่านกวักมือเรียกผมให้เข้าไปหาท่านอีกครั้ง  เมื่อไปถึงท่านก็ล้วงมือลงในย่าม เอาด้ายแดงสายสิญจ์มอบให้มากำมือหนึ่งพร้อมกับบอกว่า ให้เอาไปแจกลูกศิษย์   คราวนี้เมื่อผมเดินกลับมา  ก็พอดีถึงคิวที่จะต้องเข้าประทับตราตรวจหนังสือเดินทางของผม จึงเข้าไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจและประทับตราหนังสือเดินทางเพื่อเข้าสู่ประเทศอินเดีย
                     
คณะแสวงบุญของผมในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้ร่วมเดินทางก็คือ คุณซิ่วง้อ พรสุขสว่าง และคุณพรทิภาผู้เป็นลูกสาวนอกจากนั้นก็มีคุณพิมลพรรณ อินทรักษ์ และคุณศุภรัตน์ อินทรักษ์ คุณลาวัลย์ เวชพลรักธรรม และ  ยังมีคุณบอยวรชิต เชิงวุฒิกุล ลูกศิษย์ใหม่ถอดด้ามที่มีความศรัทธา ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย เมื่อเราผ่านด้านตรวจหนังสือเดินทางเข้าอินเดียแล้วทุกคน จึงเรามายืนรอกระเป๋าเดินทาง ซึ่งกำลังโหลดออกมากจากสายพานที่สนามบิน
           
ซักครู่ผมได้ยินเสียง ครูบาบุญชุ่ม เรียกผมอีกครั้ง “หมอหยอง...หมอหยอง เธอมาช่วยเอาเงินมงคล เป็นแจกให้พวกนี้หน่อย..”  ผมเดินเข้าไป และคลุกเข่าลงสองข้างลงกราบท่าน ท่านยื่นเงินซึ่งมีแบงค์ใหม่ๆ ทั้งพันธบัตรรูปีเงินอินเดีย และพันธบัตรไทยส่วนหนึ่ง สั่งว่าให้ผมแจกเงินขวัญถุงมงคลให้กับคณะที่มานั่งพนมมือไหว้ท่าน และอีกจำนวนหนึ่งท่านชี้ให้ผมไปแจกให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และไปแจกจ่ายให้ผู้ที่จะมีโชคลาภ
               
หลายคนทั้งในคณะที่เดินทางไปกับท่านครูบาบุญชุ่ม และคณะที่เดินทางไปกับผม รวมกระทั่งคนไทยที่เดินทางไปกับคณะอื่นๆ ต่างได้พลอยฟ้าพลอยฝน ได้รับเงินมงคลจากครูบาบุญชุ่มกันทั่วหน้า ยกเว้นเพียงผมที่ไม่กล้าไปหยิบของท่านเอามาเป็นของตัวเอง และคุณลาวัลย์ เวชพลรักธรรม ที่บังเอิญตอนเขาแจกเงินมงคลกัน เธอกลับมีธุระไปเข้าห้องน้ำ
                       
สถานบินใหม่ที่เมืองคยาในวันนี้ สร้างตึกใหม่ขึ้นทันสมัยพอสมควร แตกต่างกับเมื่อสองปีที่ผ่านมา   เพราะในตอนนั้นทุกอย่างดูเหมือนสภาพจะเหมือนเมืองไทยเมื่อประมาณสี่สิบปีที่แล้ว เมื่อเราออกจากสนามบิน  รถซูโม่ หรือรถสี่ล้อ แบบรถแลนด์โรเว่อร์ที่วิ่งแบบลุยๆ จำนวนสองคัน ก็นำคณะพวกเราแปดชีวิต เดินทางเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรมสุชาตาทันที ระยะทางก็ไม่ไกลนักจากสนามบิน ก่อนจะถึงโรงแรม รถวิ่งผ่านพุทธคยาเจดีย์   ผมยกมือไหว้อธิษฐานจิตขอให้การเดินทางมาแสวงบุญครั้งนี้ ได้รับความสำเร็จ และสร้างสมบารมีเพื่อจะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยของคุณแม่  และขอพลังจากพระพุทธองค์ รวมกระทั่งมหาเทพ ช่วยเสริมพลังบารมีให้ผม เพื่อจะสามารถไปทำงานที่ประเทศญีปุ่นในโครงการหมอหยองซัง  ที่เข้ามาในชีวิตของผม อย่างไม่คาดฝันมาก่อน เมื่อต้นปีกลายที่ผ่านมา สำหรับปีนี้โครงการกำลังก้าวหน้า และกำลังเปิดตัวเพื่อให้ผมได้ทำนายดวงชะตา และได้ช่วยเหลือคนญี่ปุ่นอย่างเต็มที่มากขึ้น
             
ผมบอกให้ทุกคนเข้าห้องพัก เพื่อจัดแจงเก็บของ ล้างหน้าล้างตา และลงมารับประทานอาหารเที่ยง ณ ห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม  และเมื่อเติมกำลังวังชาเรียบร้อย ผมบอกทุกคนว่า เดี๋ยวหลังจากรับประทานอาหารกลางวันกันที่โรงแรมแล้ว ขอให้ทุกคนเตรียมตัวเดินทางไปสวดมนต์ และภาวนามหากุศลกันเลยทันที ในครั้งแรกของการย่างเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์
            
พระเจดีย์พุทธคยา กำลังมีการบูรณะตกแต่ง  แต่เป็นข่าวดีมากสำหรับคณะของเราก็คือ ตอนนี้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หายจากการป่วยแล้ว ที่กล่าวเช่นนี้เพราะคนฮินดู และชาวพุทธที่พุทธคยา เชื่อว่าเมื่อสองปีที่ผ่านมา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ป่วย เพราะใบโพธิ์ก็ไม่ค่อยจะร่วงตกลงมา บริเวณลำต้นและก้านใบ ดูจะไม่สดชื่น ตั้งแต่นั้นคณะกรรมการวัดที่ดูแลพุทธคยาเจดีย์ ก็เลยสั่งให้ปิดประตูที่จะเข้าไปกราบที่แท่นวัชรอาสนะของพระพุทธองค์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่สำคัญเพิ่งจะสั่งให้เปิดอนุญาตเข้าไปกราบได้อีกครั้ง เมื่อวันมาฆบูชาปีนี้เอง หรือเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีเวลาเปิดเพียงสองเวลา ก็คือ เวลา 7 โมงเช้าถึง 8โมงเช้าหนึ่งครั้งและเวลาสี่โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่มอีกหนึ่งครั้งของทุกวัน
                       
เป็นอันว่าปาฏิหาริย์วิเศษครั้งนี้ สำหรับการเดินทางไปธรรมจาริกแสวงบุญที่พุทธคยาของผม นอกจากจะได้มีโอกาสพบและกราบครูบาบุญชุ่มอย่างหนึ่งแล้ว ผมก็ยังได้มีโอกาส เข้าไปกราบพระแท่นวัชรอาสนะของพระพุทธองค์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ทุกวันทั้งเช้าและเย็น พร้อมสวดสาธยายมนต์ถวาย นั่งสมาธิเพื่อเสริมบารมีแผ่นเมตตาทุกวันที่อยู่ที่พุทธคยา ผมเดินนำคณะของเราไปสวดมนต์หน้าประตูทางเข้าสู่ลานต้นพระศรีมหาโพธิ์ก่อนเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นผมได้ยินเสียงกระซิบจากพลังเหนือมนุษย์สั่งว่า ให้นั่งสมาธิอยู่ ณ ที่นี้ ผมจึงตัดสินใจให้ คุณศุภรัตน์ อินทรักษ์กับคุณบอยวรชิต กลับไปเอาผ้าคลุมไหล่ และผ้าห่มสำหรับสวดมนต์ที่โรงแรมมาให้ผม ส่วนผมและคณะจะคอยอยู่ที่หน้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ หลังทั้งสองเดินทางกลับไปโรงแรมเพื่อเอาของสำคัญให้ผมแล้ว ผมเหลือบไปเห็นพระสงฆ์ไทยสองรูป นั่งสวดมนต์ และนั่งเก็บใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์   ท่านทั้งสองยิ้มให้ผม  ผมจึงคลานเข้าไปกราบท่าน ได้ทราบว่าท่านมาเรียนหนังสือต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยนาลันทะ ผมและคณะจึงชวนกันทำบุญร่วมอนุโมทนามอบปัจจัยถวายท่านทั้งสองรูป เพื่อท่านจะได้นำไปเป็นปัจจัยในการเล่าเรียน และแบ่งบุญกุศลให้กับผมและคณะบ้าง
                
ครู่เดียวหลังจากนั้น...ผมเห็นครูบาบุญชุ่ม และคณะ เดินทางมาที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์  ท่านกำลังเริ่มพิธีสวดมนต์เวียนเทียน พร้อมกับเอาตุงมีผ้าพุทธบูชาหลากสีร้อยเป็นสายยาว เพื่อให้ทุกคนเดินอธิษฐานรอบๆเจดีย์พุทธคยา ก่อนที่ท่านจะนำขึ้นไปผูกถวายต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข
                 
ครูบาบุญชุ่ม...ให้ลูกศิษย์เอกของท่าน อุ้มองค์พระพุทธชินราชประดับเพชรนำหน้าขบวน ตัวท่านเองเดินถือตุงสายร้อยหลากสี มือข้าวหนึ่งก็ถือหม้อน้ำมนต์ เมื่อเดินผ่านมาข้างหน้าที่ผมนั่ง ท่านพูดว่า“หมอหยองนี้เก่งนะ...มารอที่นี้ก่อนฉันเลย เอาลุกขึ้นมา  มาเดินเวียนทักษิณานุประทานรอบเจดีย์พุทธคยาร่วมกัน” ท่านเมตตารดน้ำมนต์ผมอีกครั้งสำหรับวันนี้เป็นครั้งที่สอง จากครั้งแรกที่ประตูทางขึ้นเครื่องบินในสนามบินที่เมืองไทย  ครั้งนี้หน้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ ผมและคณะก็ไม่อยากจะขัดท่าน เพราะท่านก็เมตตาบอกกล่าวเราและคณะ ผมจึงลุกขึ้นเดินตามพลังพระสงฆ์คณะของครูบาบุญชุ่ม ตามด้วยคณะของผม และคณะศิษย์ของท่าน เป็นว่าการเดินทางมาแสวงบุญครั้งนี้ ผมได้เวียนเทียนมหามงคลสามรอบ   โดยมีพระเถระครูบาบุญชุ่มผู้ปฏิบัติดี   เดินนำข้างหน้า และนี้ก็เป็นปฏิหารย์อีกข้อหนึ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้มีการนัดหมาย
           
คืนนั้นผมและคณะนั่งสมาธิ สวดมนต์กันอีกครั้งที่หน้าพระพุทธเมตตา ด้านหน้าของทางเข้าพระเจดีย์พุทธคยานั้นเอง สรุปแล้ววันนี้เราได้ปฏิบัติสิ่งที่ดีและงดงาม เบิกบานในใจเพียงวันเดียวมากมายจนอิ่มอกอิ่มใจทั่วหน้ากัน คืนนั้นผมหลับสนิท หลังจากสวดมนต์เย็นเรียบร้อยพร้อมบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางในห้องที่โรงแรม ก่อนรุ่งสางผมได้ยินเสียงเรียก จากแดนไกล...เสียงนั้นไพเราะมาก และผมจำได้ว่านานมาแล้ว ผมเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังทบทวนความจำไม่ได้เสียที ว่าเกิดขึ้นเมื่อช่วงปีไหน...เสียงนั้นเสนาะหู และไพเราะสงบเย็น และนิ่งสงัดมาก  จิตวิญญาณของผม เบิกบานขึ้นฉับพลัน


“รุ่งอรุณอาทิตย์อุทัยวันนี้....เป็นวันศิวะราตรีของชาวอินดูทั้งประเทศอินเดีย วันศิวะราตรีเป็นวันมหามงคลยิ่ง เพราะชาวอินดูถือว่าวันนี้ เป็นวันมหาอภิเษกของพระศิวะ กับพระแม่อุมาเทวี รวมเป็นศิวะราตรี  องค์มหาเทพจะลงมาอำนวยพร ให้สิ่งที่เราอธิษฐานสมความปรารถนา วันนี้เราควรจะบูชาและประกอบพิธีมงคลเพื่อบูชามหาเทพ รวมกระทั่งองค์พระพิฆเนศวร ซึ่งเป็นพระโอรสของพระศิวะ และพระแม่อุมาเทวีด้วย.......ปีหนึ่งจะเวียนมาบรรจบครบหนึ่งครั้งเท่านั้น..” ในสมาธิผมได้ยินชัดเจน พระสุรเสียงไพเราะ และแว่วกังวาลใสดั่งแก้วเจียรนัยทีเดียว

ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียง มองออกไปที่หน้าต่าง เห็นแสงสว่างเริ่มไรแสงขึ้นทีละน้อยๆ  มองไปข้างเตียงผม คุณลาวัลย์ เวชพลรักธรรม กำลังนอนหลังสบาย ผมจะขยับตัวเบาๆ และสวดมนต์มหาศิวะราตรีน้อมถวาย เช้าขึ้นมาอีกนิด ทุกคนตื่นรับอรุณยามเช้า วันนี้ผมมีโปรแกรมว่าจะเดินทางไปสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ ที่เขาคิชกูฏ เมืองราชคฤห์ นอกจากนั้นพ่อปู่พระพิฆเนศวรได้มีบัญชาว่าให้แวะไปที่วัดพระมหาศิวะนาฏ ในเมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็นวัดฮินดู เพื่อร่วมร่ายรำ        ประกอบพิธีบวงสรวงบูชาพระศิวะ และพระแม่อุมาเทวี 

สถานที่วัดฮินดูนั้นทุกคนรวมทั่งคุณแจ๋วไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เพราะในโปรแกรมของทัวร์ทั่วไปไม่มี แต่ทัวร์มหาเทพ ท่านจัดให้เป็นพิเศษอย่างไม่คาดฝันเสมอ หลังอาหารเช้าในวันนั้น ผมบอกให้ราชูและสัญชัย เด็กสองคนนี้ เป็นชาวฮินดู และทำงานด้วยการช่วยถือของ หรือช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไทย หรือคนที่ไปกราบไหว้สวดมนต์ที่พุทธคยา เขาทำงานนี้มานานหลายสิบปีแล้ว  คนไทยส่วนมากจะรู้จักเขาอย่างดี เขาอาศัยการเรียนภาษาไทยจากความจำจากการพูดคุยกับคนไทย และการเข้าไปขอเรียนจากพระไทยในวันไทยพุทธคยาบ้าง

ที่จะเล่าเรื่องของสองคนนี้นิดหนึ่ง ก็คือเด็กสองคนนี้ เป็นเด็กดีที่ถูกชะตากับผมมาก  ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปอินเดีย หากแวะที่พุทธคยา ผมจะได้พบเขา และเขาทั้งสองก็จะมาอำนวยความสะดวก มาช่วยบริการผมและคณะทุกอย่าง ที่สำคัญเวลาพ่อปู่พระพิฆเนศวร ต้องการจะให้ผมไปสวดมนต์บูชาที่วัดฮินดู ผมก็ได้ราชูกับสัญชัยนี้แหละที่สามารถรู้ว่าสิ่งที่พ่อปู่พระพิฆเนศวรบัญชาสั่งมานั้น ตั้งอยู่ ณ ที่ใด  เพราะเขาฟังและเข้าใจภาษาฮินดูที่พ่อปู่พระพิฆเนศวรบัญชาสั่งการกับเขาทั้งสอง

หลังจากการเดินทางแสวงบุญของผมครั้งนั้น ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2549 ทั้งราชูและสัญชัย ก็ได้เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย ด้วยการอุปการะของพ่อปู่พระพิฆเนศวรและผม รวมกระทั่งคณะของเราทั้งเจ็ดคน การได้เดินทางออกนอกประเทศ และมาเที่ยวชมเมืองไทยสมความฝันของเด็กทั้งสองคน  เป็นไปตามประสงค์ของพ่อปู่พระพิฆเนศวร ท่านบอกพวกเราว่า เด็กทั้งสองคนอดีตชาติเป็นลูกของท่าน ราชูเป็นโค ส่วนสัญชัย เป็นหนู ที่คอยช่วยเหลือท่าน

เมื่อผมประกอบพิธีสวดมนค์ที่วัดมหรรฤ วันฮินดูในตำบลพุทธคยา ก่อนที่คณะของเราจะเดินทางกลับเมืองไทย พ่อปู่พระพิฆเนศวรก็ได้มอบเงินจำนวน 37,000 บาท เพื่อเป็นค่าซื้อตั๋วเครื่องบินให้ราชูและสัญชัย ได้เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม ถึงวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมานี้เอง ถือเป็นอานิสงส์บุญอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง ในชีวิตของผมและคณะเลยทีเดียวที่ได้ทำให้ฝันอันแสนไกล กลายเป็นความจริงเหมือนปาฏิหาริย์กับชีวิตของเด็กสองคนนี้   ซึ่งหากมีโอกาส ผมจะเล่าเรื่องราวต่างๆให้คุณที่รักได้อ่านลายละเอียดอีกครั้งหน้าในโอกาสต่อไปนะครับ

ผมถามราชูและสัญชัยว่า ท่านปู่พระพิฆเนศวร บัญชาให้ไปที่  เขาคิชกูฏ ในวันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งท่านบอกว่าเป็นวันมหามงคลของชาวฮินดูก็คือวันศิวะราตรี
ทั้งราชูกับสัญชัยทำหน้าตกใจ เขาทั้งสองสงสัยว่าผมรู้ได้อย่างไร ว่าวันนี้เป็นวันศิวะราตรี ผมก็เล่าให้ทุกคนฟังว่า เมื่อตอนรุ่งสาง ผมได้เข้าไปสู่นิมิตแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งและได้ทราบจากพ่อปู่พระพิฆเนศวรว่าวันนี้ เป็นวันมหาศิวะราตรี ทุกคนดีใจ เพราะทุกคนไม่รู้มาก่อน  ว่าการเดินทางมาแสวงบุญเที่ยวนี้ จะตรงกับวันมหามงคลของมหาเทพทางฮินดู  ที่เราทุกคนก็ต่างเคารพและศรัทธา นี้เป็นปฏิหารย์ข้อที่สามที่เกิดขึ้นในการเดินทางธรรมจาริกแสวงบุญตามบัญชาพ่อปู่พระพิฆเนศวรในครั้งนี้

รถซูโม่สองคันหนึ่งสีเงิน และอีกคันหนึ่งสีทอง มารับเราทั้งคณะเดินทางไปเขาคิชกูฏ ใช้ระยะทางเวลาในการเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงเต็ม ก็ถึงที่หมาย ลงจากลงที่นี้ ผมได้ยินเสียงกระซิบอันไพเราะอีกครั้ง ย้ำบัญชาว่า เมื่อเดินทางขึ้นไปบนเขา ก่อนจะถึงยอดสูงสุดอันเป็นคันธกุฏิของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องผ่านที่พระเทวฑัตผลักหินกลิ้งลงมาโดนข้อพระบาทของพระพุทธองค์ ณ ที่ตรงนั้น เป็นถ้ำที่พระอรหันต์โมคคลาบำเพ็ญเพียรภาวนา ให้ผมหยุดตรงนั้น และนำทุกคนอธิษฐานจิตขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร แรงบุญจะยิ่งใหญ่มาก  หลังจากนั้นผมก็นำคณะเดินขึ้นไปด้านบน  เรากำลังจะผ่านถ้ำสุรักขตา หรือถ้ำสุกรเพราะลักษณะของถ้ำคล้ายกับหน้าของหมู  ถ้ำนี้เป็นที่บำเพ็ญเพียรภาวนาของอัครสาวกของพระพุทธองค์ด้วยเช่นกัน นามว่า พระอรหันต์สารีบุตร ผู้มีความเฉลียวฉลาดและความจำเป็นเลิศ

ผมเห็นพระสงฆ์ไทย และคณะแสวงบุญคณะหนึ่งกำลังนั่งภาวนาสวดมนต์อยู่หน้าถ้ำ  จึงตัดสินใจว่า เราสมควรจะขึ้นไปยังบนยอดเขาคิชกูฏก่อน เพื่อสวดมนต์นั่งสมาธิถวายพระพุทธองค์ แล้วค่อยลงมาสวดมนต์สาธยายถวายพระอรหันต์สารีบุตร ทุกคนเดินตามผมซึ่งนำคณะขึ้นไป  ก่อนจะเข้าสู่บริเวณคันธกุฏิของพระพุทธองค์ ก็จะมีคันธกุฏิของพระอรหันต์พระอานนท์ ซึ่งเป็นพระเลขาของพระพุทธองค์ ผมบอกให้ทุกคน เข้าไปนั่งเพื่อสวดมนต์ขออนุญาตพระอานนท์ก่อนที่เราจะเข้าสู่ดินแดนแห่งคันธกุฏิของพระพุทธองค์ เพราะตามธรรมเนียม ก่อนจะเข้าพบใครก็ตาม ก็ต้องติดต่อขออนุญาตเลขาก่อนเสมอ เราจะได้ทำทุกอย่างถูกต้องและงดงามสมกับความเป็นชาวพุทธ

หลังจากสวดมนต์ขออนุญาตพระอรหันต์อานนท์เรียบร้อยแล้ว  ไม่น่าเชื่อบริเวณคันธกุฏิของพระพุทธองค์ว่างสนิท ไม่มีผู้คนเลย ดูเหมือนว่าการเดินทางแสวงบุญตามกำหนดของพ่อปู่พระพิฆเนศวร จะเป็นกำหนดการที่ลงตัว และเหมือนสวรรค์บันดาลให้บังเกิดความลงตัวอย่างแท้จริง

ณ.คันธกุฏิ บนยอดเขาคิชกูฏ ผมได้จุดธูปและถวายน้ำบริสุทธิ เพื่อจะทำเป็นน้ำมนต์มหามงคล รดให้กับทุกคนเป็นพรชัยที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต  เราสวดมนต์สาธยายมนต์น้อมถวายระลึกถึงพระบารมีของพระพุทธเจ้ากันอย่างเสียงดังกังวาล พร้อมถวายปัจจัยเพื่อทะนุบำรุงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไว้ให้ผู้แสวงบุญคนอื่นๆที่จะมาเยือนในวันหน้าต่อไป ผมเดินนำคณะลงมาที่หน้าถ้ำสุรักขตา ตอนนี้หน้าถ้ำสะดวกมาก เพราะไม่มีผู้คนหรือคณะอื่นๆแล้ว  คุณศุภรัตน์ อินทรักษ์ ได้ปูลาดแผ่นรองนั่งความยาว 3.6 เมตร เพื่อเตรียมพร้อมให้ทุกคนได้นั่งจุดธูปเทียนและสวดมนต์บูชา  แม้ทุกอย่างจะพร้อมที่จะเริ่มประกอบพิธีแล้ว แต่ผมได้ยินเสียงกระซิบว่า ยังไม่ถึงเวลา ให้ผมลุกขึ้นมาแล้วทานส้มเขียวหวานหนึ่งลูกก่อนจะเริ่มเข้าไปทำพิธีต่อไป ผมปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย แล้วเมื่อผมกลับไปนั่งที่เดิม มอบหมายให้คุณพิมลพรรณ อินทรักษ์ จุดธูปเทียนบูชาให้ผม กำลังนั่งลงเตรียมตัวเข้าสู่สมาธิ เสียงคุณพิมลพรรณพูดขึ้นว่า

“อาจารย์....อาจารย์  ครูบาบุญชุ่ม กำลังเดินตรงมาในถ้ำแล้ว.”ตอนแรกผมรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ความบังเอิญเช่นนี้จะมาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือนี่  แต่เมื่อหันหน้าไปทางเสียงของคุณพิมลพรรณ ก็ปะทะหน้ากับครูบาบุญชุ่มและพระอีกหนึ่งรูปที่เดินตามท่านเข้ามา “หมอหยอง....สวดภาวนาอยู่นี้เอง  ขอให้ฉันเข้าไปกราบขอพระพระสารีบุตรหน่อยนะ    เอามาทำพิธีกราบพร้อมกันไปเลยดีกว่า..”

เราหลีกทางให้ท่านทั้งสองรูป เดินผ่านไปด้านหน้า เมื่อท่านก้มลงกราบ และสวดมนต์ เราก็ก้มลงกราบและสวดมนต์ตามท่าน หลังจากนั้นท่านลุกขึ้น แล้วเอาน้ำมนต์ในกาของท่านรดถวายแท่นหินในถ้ำสุรักขตาของพระอรหันต์สารีบุตร พร้อมกับเทน้ำมนต์ในกาลงบนฝ่ามือของท่าน แล้วลูบศีรษะของท่าน ผมขยับเขาไปขอให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ด้วย ท่านเมตตารดให้พร้อมอำนวยพรให้ทุกคน แล้วหันมากระชับว่า     หมอหยองสวดมนต์และนั่งสมาธินะที่นี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ

อันที่จริงเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะว่าคณะของท่านได้เดินขึ้นไปบนยอดเขาคิชกูฏรอพระครูบาบุญชุ่ม อยู่ข้างบนแล้ว แต่ท่านพระครูบาบุญชุ่ม กลับเดินรั้งท้ายคณะและแวะเข้ามากราบพระอรหันต์สารีบุตรในถ้ำ พร้อมกับผมและคณะก่อน สำหรับผมถือว่าความลงตัวเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นการบังเอิญ แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เทพจัดสรรให้อย่างแน่นอน

คุณผู้อ่านละครับ เชื่อบ้างไหมว่าการเดินทางเพื่อแสวงบุญสำหรับผู้ที่มีความศรัทธาอย่างแท้จริง ย่อมมีปาฏิหาริย์ยฺ์เกิดขึ้น ให้บังเกิดความปิติใจอย่างชื่นใจมาก เหมือนกับการเดินทางแสวงบุญครั้งนี้ ของผมตามพระบัญชาของพ่อปู่พระพิฆเนศวร แต่สำหรับผมมีความมั่นใจทวีคูณขึ้นมากมายในจิตใจตอนนั้นและถึงบัดนี้ ความทรงจำก็ยังไม่จางหายไปไหนเลย

เรื่องราวในการเดินทางแสวงบุญต่อจากนั้นยังมีอีกมาก และมีเรื่องที่ท้าพิสูจน์เกิดขึ้นชัดเจนที่ผมอยากจะเขียนเล่าให้คุณที่รักได้รู้  เพราะหลังจากลงมาจากถ้ำสุรักขตา ผ่านถ้ำบำเพ็ญเพียรของพระอรหันต์โมคคลา  สถานที่เดียวกันที่ผมและคณะหยุดสวดมนต์ขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรก่อนจะขึ้นไปยอดเขาคิชกูฏ

ณ ที่ตรงนั้น เราทั้งคณะก็ได้ปะทะกับปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง และหลังจากนั้นเมื่อเราเดินทางไปพักทานอาหารกลางวันกัน เราก็ได้พบครูบาบุญชุ่มอีกครั้ง ครั้งนี้สำคัญมาก เพราะท่านครูบาบุญชุ่มได้ประทานอาหารมงคลและกล้วยหอมให้กับคณะของพวกเรา

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ผมได้พบและเห็นด้วยสองตาตัวเอง คุณผู้อ่านคงอยากจะรู้ว่าผมเห็นอะไร  ครับเป็นความสัตย์จริง ผมพบกับหลวงปู่โง่น โสรโย พ่อผู้ให้ชีวิต และให้ธรรมอันวิเศษกับผมตลอดมา ซึ่งท่านมรณภาพไปนานร่วม 6ปีเต็มมาแล้ว ณ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยาเจดีย์ในค่ำคืนศิวะราตรีคืนนั้น

เอาเป็นว่า ผมขอให้คุณผู้อ่านติดตามอ่านในโอกาสหน้านะครับ เพราะตอนนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ผมจะต้องไปทำพิธีมงคลให้กับโรงงานคุณสมชาย และคุณซิ่วง้อ พรสุขสว่างพร้อมครอบครัวของเขาทั้งสองตามพระบัญชาของพ่อปู่ที่สั่งการไว้ตั้งแต่ตอนที่เราเดินทางไปแสวงบุญที่มหาเจดีย์พระพุทธคยาร่วมกัน จึงขอลาท่านก่อน และอำนวยพรให้คุณที่รักทุกท่าน จงมีความสุข และความสำเร็จทุกประการในสิ่งที่ปรารถนาตลอดไป แล้วอย่าลืมติดตามอ่าน เรื่องราวการเดินทางแสวงบุญกับปาฏิหาริย์ที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกคนในคณะร่วมเดินทางในโอกาสต่อไปนะครับ

 
 
เพื่อน ๆ ที่ต้องการเข้าใช้งานเว็บนี้ ต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับ
ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิก ก็ สมัครสมาชิกที่นี่ ได้เลย
ช่วยกับโพสข้อความที่สุภาพด้วยนะครับ
 

อ่านต่อได้ที่ไหนคะ เรื่องราวการเดินทางแสวงบุญกับปาฏิหาริย์ที่อินเดีย อยากอ่านค่ะ

สาธุ ขออนุโทนาในบุญกุศลด้วยครับ.

ขออนุโมทนาสาธูค่ะ

Satu Anumotanami.